วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560

รวมเรื่องสั้น เขียนฟ้าถึงพ่อ ตอนเดินทางสายเปลี่ยว







   ตะวันทอแสงรุ้งสะท้อนประกายหยดน้ำค้างจากใบหญ้า ลู่ลมแผ่วเบาโชยมาแต่ทิศเหนือ จดหมายฉบับเมื่อวานวางอยู่บนโต๊ะที่ทำงาน บางคนกำลังหลับในความฝัน บางคนกำลังตื่นมาสู้ชีวิต นกน้อยใหญ่หลายฝูงบินส่งเสียงเจ้ยเเจ้ว ฉันยิ้มให้เงาในกระจกสวัสดีตัวเอง แล้วใส่ชัดที่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืน
   เสียงแตรรถทัวร์ขอนแก่นมุกดาหารดังก้องมาแต่ไกล ผมยื่นมือออกไปขวักเพื่อเรียกชะลอให้รถจอดรอยยิ้มของคนขับรถต้อนรับให้ผมเดินร่วมทาง
"ขอนแก่น 95 บาทครับ" คนขับรถพูดขึ้นมาก่อนผมจะนั่งลงสนิท ผมรีบขวักกระเป๋าตังค์เพื่อหาเงินให้
แววตานักเดินทางบางคนยังโศกเศร้าอยู่กับการจากลา บางคนดีใจกับการจะได้พบเจอ ผมเองก็มีแววตาที่จะได้พบเจอ กว่า 3 เดือนแล้วที่ไม่ได้กลับบ้าน

ฉันจะออกเดินทาง
ในระหว่างฟ้าสีขาว
เมื่อคืนไร้แสงดาว
แต่ใจยังดิ้นรน

รอยยิ้มที่ยิ้มแย้ม
คอยแต่งแต้มแทนทุกข์ท้น
แววตาที่มืดมน
กลบเกลื่อนด้วยลมหายใจ

ดอกไม้บานในเช้า
คอยเร่งเร้าให้สดใส
หมอกฉ่ำทั่วห้องใจ
เบิกบานด้วยแสงเช้าส่อง

ออกท่องยังโลกกว้าง
แสงสว่างนำทางล่อง
ค่อยคืบยังครรลอง
หวังพบใครที่เฝ้าคอย

ความหวังในใจหวัง
หัวใจยังรักเรียงร้อย
หัวใจที่ยังน้อย
แต่เต็มเปี่ยมด้วยหวัง

รถเคลื่อนด้วยแรงรถ
เมฆบังบดแสงพลัง
ทุกเท้าคอยก้าวยัง
จุดมุ่งหมายใจใฝ่ปอง

ผมยื่นหน้าออกไปนอกกระจกรถให้ลมกระทบใบหน้า ถึงบ้านหมาไอ้หลงเห่าผมยังกับผมเป็นคนแปลกหน้า แต่ไม่นานมันก็สั่นหางใส่ผม มือขวาผมลูบหัวไอ้หลงเบาๆก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบงัน นอกจากเสียงไอ้หลงแล้วผมก็ไม่ได้ยินเสียงของใครอีกเลย ผมใช้น้ำเสียงแห่งความคิดถึง รวบรวมเป็นพลังเปล่งออกไป "พ่อ แม่" ผมเรียกหาทั้งสองท่านด้วยความหวังว่าจะมีเสียงตอบรับกลับ ผมวางกระเป๋า แล้วเดินไปหยิบกุญแจที่วางอยู่ที่เดิมเมื่อสามเดือนที่แล้ว

วันนี้บ้านว่างและก็มีเพียงผมคนเดียว
                                                           ชิน  สำราญ

รวมเรื่องสั้น เขียนฝันถึงพ่อ ตอน น้ำตาในควันธูป





    กาหลายฝูงบินข้ามหมู่บ้านยามพลบค่ำ ส่งเสียงก้องหมู่บ้าน สัญญาณเตือนบางอยู่ที่มีเพียงธรรมชาติรับรู้ และมันก็มาถึงชีวิตมนุษย์ ค่ำคืนที่นกเสียงร้องขับกล่อมราตรีที่ไม่มีผู้ใดหลับใหลลงได้ ปู่ ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็ง ค่ำคืนนี้ทีเพียงเสียงร่ำไห้ของญาติๆที่โศกเศร้าเสียใจไปตามๆกัน พ่อเป็นลูกชายคนที่ 3 จากลูกทั้งหมด 7 คนถือว่าเป็นพี่ใหญ่เลยก็ว่าได้ แต่ความโศกเศร้าทั้งหมดของลูกๆทุกคนรวมกันคงน้อยกว่าย่า ภรรยาอันเป็นที่รักของปู่ และตอนนี้ย่สก็ได้ป่วยเป็นลำไส้อักเสบซึ่งผ่าตัดไปเมื่อสามเดือนที่แล้ว ตอนอยู่ที่โรงพยาบาลผมได้ยินคำพูดของปู่บอกกับย่าหลังจากผ่าตัดเสร็จ "อย่าพึ่งตายก่อนฉันนะ ให้ฉันที่เป็นคนตายก่อน" คำพูดของปู่ช่างศักดิ์สิทธิ์เกินกว่าศาลที่ตั้งอยู่ตามทางโค้งเสียอีก
 
  นาผืนเก่าพ่อเล่นเพลงไถหว่าน
คงทิ้งรกในกาลไม่อาจสู้
วัวควายนั้นเคยไล่ได้เลี้ยงดู
ช่างหดหู่เมื่อวัวหาเจ้าของมัน

ก่อนเคยเก็บผลหมากรากไม้
เคยพูดคุยถามไถ่กับพ่อนั้น
เคยหัวเราะร่าเริงยามเจอกัน
แต่กลับผันเป็นเศร้าโศกโสกา

คันนาดินที่พ่อเคยย่องย่ำ
พ่อถากถางประจำไม่เมินค่า
เหลือเพียงแต่มีดขอบนเถียงนา
ไว้รอซับน้ำตาลูกหญิงชาย

    พ่อนั่งนิ่งเมื่อมองไปเห็นไฟหลากสีที่กระพริบบนโลงเย็นที่ครอบร่างปู่ไว้ และค่อยๆลุกยืนเดินตรงไปที่ปู่นอนอยู่นั้น ช่องกระจกบนโลงเย็นเลื่อนออกพอเห็นหน้าของปู่ที่เหี่ยวซีด ทำให้รู้เลยว่าปู่ผ่านงานหนักมานานหลายปี  ค่ำคืนนี้ที่หว่ายโปรยด้วยหยดน้ำตา และเคล้าคลอด้วยเสียงสะอื้นลูกลูกหลานทั้งชายหญิง
    รุ่งเช้าที่ฟ้าไม่สดใส แววตาหลายคนเคล้าด้วยคราบน้ำตาที่พึ่งจะเหือดแห้งไป และมันจะหลั่งออกมาทุกครั้งที่ทุกคนนึกถึงหน้าพ่อของตัวเอง และผมเองก็นั่งเช็ดน้ำตาบนโต๊ะทำงานในมุมเมืองที่บ้านที่ไม่มีแม้กลิ่นธูปใดจะส่งถึง ผมวางจดหมายที่พ่อส่งมาแจ้งข่าวและนั่งนิ่งพยายามรื้อพื้นภาพอดีตที่เคยไปเล่นนากับปู่ จำได้ครั้งหนึ่งเมื่อเทศกาลบุญบั้งไฟผมไปเลี้ยงวัวกับปู่ด้วยที่ป็นเทศกาลปู่จึงเมาเหล้า และวัวฝูงที่ผมดูแลได้ตกใจเสียงบั้งไปหลายตัวจนวิ่งหนีไปหลบอยู่บนภูเขาวันนั้นผมต้องวิ่งไล่ตามวัวทั้งวัน ปู่ตื่นมาพร้มกับความตกใจ ว่าทั้งวัวแหละตัวผมเองหายไปไหน เวลาเกือบค่ำผมไล่ต้อนฝูงวัวกลับคอกได้ครบทุกตัว อละวันนั้นจำได้ว่าพอไปถึงบ้านผมได้ยินเสียงย่าบ่นให้ปู่ตั้งแต่ตีนบ้าน แต่พอไปถึงบ้านทุกอย่างกลับกลายเป็นเสียงหัวเราะ ผมเล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนที่ร่วมรับประทานอาหารเย็นร่วมกันจนทำให้เรื่องราวนี้เป็นเรื่องตลกขบขัน และได้เห็นรอยยิ้มของปู่แม้ยังจะมีอาการมึนๆของฤทธิ์เหล้าอยู่ก็ตาม
   ภาพเหล่านั้นมันหายไปพร้อมๆกับลมหายใจของปู่ ผมพยายามนึกถึงภาพเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่มันก็เลือนลาง หยดน้ำตาที่อาบใบหน้ามันบดบังภาพอดีตที่แสนจะมีความสุขไว้หมด" อยากให้ลูกมาบวชเพื่อส่งปู่ครั้งสุดท้าย" บรรทัดสุดท้ายในจดหมายของพ่อยิ่งตอกย้ำให้ผมเสียใจยิ่งนัก เมื่อมองดูปฎิทินตารางสอบของมหาวิทยาลัยแล้วเป็นวันที่สอบปลายภาคพอดี ผมตอบพ่อกลับไปว่าไม่ได้กลับไปบวชให้ปู่อย่างที่พ่อคาดหวัง ภายในวันนั้นก็ไม่มีจดหมายฉบับใดถึงมาถึงอีกเลยทุกอย่างเงียบไปพร้อมๆกับบรรยากาศงานศพ
ผมพยายามกลบเกลื่อนความคิดตัวเองที่ว่า "พ่อคงเข้าใจ พ่อคงเข้าใจ" ผมหลอกตัวเองอยู่แบบนี้ทั้งวันจนการทำข้อสอบผม มันทำให้ผมรู้เลยว่าผมกลับไปบ้านดีกว่า เพราะมานั่งสอบก็คงไม่ผ่านอยู่ดีเพียงเพราะว่าจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
    "ผมขอโทษนะครับพ่อ" จดหมายฉบับสุดท้ายของวันนี้ผมอาจจะใช้หยดน้ำตาเขียนแทนน้ำหมึกก็เป็นไปได้
                                                                                                                         ชิน  สำราญ
     

วันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2560

เรื่องสั้น เขียนฟ้าถึงพ่อ

ตอนที่2 ช่องว่างระหว่างตึกผู้ป่วยใน





"ผู้ป่วยมากับใครค่ะ"
คงเป็นคำถามปกติสำหรับคุณหมอ ที่จะถามคนไข้ แต่มันไม่ใช่คำถามปกติสำหรับผมในครั้งนี้
 ผมเงียบอยู่สักพัก จนหมอได้ถามขึ้นอีกครั้ง "ผมขับรถมาคนเดียวครับ" ผมก้มหน้าตอบหมอ
 และหมอก็ทำหน้าที่ต่อไป "จะมีผู้ปกครองตามมาด้วยไหม " หมอถามต่อ "ครับ"ผมตอบสั้นๆห้วนๆ
และนั่งก้มหน้า ทุกอย่างในโรงพยาบาลตอนนี้มันเศร้าไปหมด แม้จะไม่มีการเสียชีวิตจากห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน กลิ่นแอลกอฮอล้างแผลอบอวลไปทั่วห้องตรวจ ผมครื่นไส้คล้ายจะอาเจียน หมอบอกให้ผมไปนั่งบนวีลเเชร์ และเปลี่ยนเสื้อผ้า "ผู้ป่วยได้นอนโรงพยาบาลหนึ่งคืนนะค่ะ" ผมได้แต่นั่งมองหน้าคุณหมอและไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธแม้แต่คำเดียว ผมถูกเข็นไปห้องผู้ป่วยภายใน บางเตียงเสียงคลื่นหัวใจดังห่างและอ่อนลงทุกทีญาติพี่น้องล้อมลุมดูเหมือนว่าจะอบอุ่น แต่คงไม่ ทุกคนมีน้ำตา ที่บิดาของตนจำชื่อลูกสักคนก็ไม่ได้
   เตียงที่ผมได้นอนถึงจะเป็นห้องรวมแต่เตียงผมมันแยกออกเป็นห้องย่อย และมีผมคนเดียวอยู่ในนั้น ผมโทรไปบอกเพื่อนให้เอาของและอาหารมาส่ง ทุกคนแปลกใจและไม่เชื่อว่าผมป่วยจนได้นอนโรงพยาบาล ผมจ้องโทรศัพท์มืออยู่นาน จนคนเดียวผ่านอาจมองว่าผมกลายเป็นคนเสียสติไป แต่ไม่ ผมใช่เวลาทั้งหมดนั้นในการพิมพ์ตัวพอพานเพื่อค้นหารายชื่อพ่อ ซึ่งมันเพียงอยู่ข้างซ้ายมือของหน้าจอแถวที่สองเรียงลงจากข้างบน และตัวที่สี่นับมาจากซ้ายมือ แต่มันเป็นสิ่งที่ยากมากในตอนนี้ เหมือนนิ้วผมถูกตรึงไว้กับผนังและเอาปูนโอบไว้ เพราะถ้าผมบอกเรื่องนี้ให้พ่อรู้แน่นอนไม่เกินหกชั่วโมงพ่อคงมาถึงโรงพยาบาล

เมื่อร่างกายอิดโรย
สายลมโชยพัดร่างล้ม
ปล่อยใจดิ่งทิ้งจม
ทรมานทั้งกายใจ

แลหาคนเข้าหา
น้ำนัยน์ตาเริ่มคลอไห้
ห่างบ้านเพื่อนห่างไกล
อีกไม่นานพ่อคงมา

กลางดึกทรมาน
ร่างสังขารถูกเฆี่ยนฆ่า
โรคร้ายกลืนกายา
ล่วงผ่านนานไร้แววพ่อ

    ผมวางสมุดบันทึกและเพ่งมองสายน้ำเกลือที่ค่อยไหลเป็นนาฬิกาทราย ผมนับได้จากตอนกลางวันนี้คืกระปลุกที่สาม กลางคืนกำลังจะผ่านไป ผมข่มตานอนไม่หลับ ภายในห้องได้ยินเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานหนักจนส่งเสียงครวญคราง และบทสนทนาของพยาบาลที่มาเข้าเวร เตียงนั้นว่างเสียแล้ว ผมรู้สึกว่ามันเกิดขึ้นกับทุกคนและผมเองก็คงจะไม่ต่างอะไรจากตาคนนั้น หรือผมอาจจะโชคร้ายมากกว่าที่ไม่มีใครมายืนร้องไห้รอบเตียง
    วันนี้ไม่มีเสียงนก แอร์ตัวเดิมยังคงทำงานไม่หยุด ผมได้เพื่อนใหม่มาหนึ่งคนถึงแม้เขาจะเด็กกว่าผมและเขาก็ยิ้มให้ผม คุณหมอเดินมาด้วยหน้าตาที่สดใส ซึ่งต่างจากผม "ถึงเวลากินข้าวกินยาแล้วนะค่ะ"ผมยิ้มแบบคนไร้เรี่ยวแรงและยื่นมารับข้าวที่บ่งบอกได้แน่ชัดเลยว่าผมคือผู้ป่วย คุณหมอเดินไปเพียงสามก้าวแล้วก็หันหลังกลับมาหาผมอีก "มีจดหมายถึงคนป่วยค่ะ"ผมยิ้มแบบเดิมให้คุณหมอ
   ผมไม่อยากจะรับจดหมายนี้เลยเพราะรู้ดีว่าส่งมาจากใคร สังเกตได้จากลายมือ ผมดีใจที่อย่างน้อยพ่อไม่ลืมการตอบกลับ แต่ผมไม่ได้ต้องการแบบนี้ ถึงแม้เหตุผลของพ่อจะเป็นการทำเพื่อผมก็ตาม "ผมนึกว่าจะได้เห็นหน้าพ่อ "หรือว่าผมอาจจะไม่ได้เห็นต่ไป ถึงจะป่วยไม่ร้ายแรงแต่การตรวจก็ไม่ทราบว่าผมเป็นอะไร
ถึงพ่อ.....
ผมรอพ่อมาเยี่ยม

จดหมายฉบับสั้นแต่มันคือทุกอย่างที่ผมต้องการมากกว่ายาที่หมอให้กินในตอนนี้

                                                                                                                                   
                                                                                                                                             ชิน สำราญ

เรื่องสั้น เขียนฟ้าถึงพ่อ

ตอนที่1 จดหมายโฉนดที่ดิน

  พ่อหยิบผ้าขาวม้าที่มัดอยู่เอวมาเช็ดมือที่เปื้อนด้วยโคลน ตะวันเริ่มทาแสงเป็นสีส้ม แต้มปีกนกให้เป็นสีเดียวกันหมดเมื่อมองเห็น วัวบางฝูงกำลังมุ่งหน้าเดินกลับสู่คอก พ่อใช้เวลา ช่วงก่อนค่ำเดินหาดูเบ็ดที่ปักไว้แต่เที่ยงวัน มื้อเย็นวันนี้คงถูกบรรเลงด้วยเมนูปลา ถ่านวิทยุคู่ใจของพ่อเริ่มอ่อนล้าไปตามแสงของดวงอาทิตย์ พ่อหิ้วกระติบข้าวที่ว่างเปล่าพร้อมฮำเพลงของสันติ ดวงสว่าง ที่เคยฟังประจำทุกเช้า
  ควันโขมงลอยออกจากห้องครัว เสียงมีดและเขียงกระทบกัน ก่อนกลิ่นของแมงลักจะโชยให้บ้านรอบข้างรู้ว่าพ่อกำลังทำอะไรกิน บทสนทนาเก่าๆของพ่อและแม่ในมื้อเย็นถูกตัดบทด้วยเสียงโทรศัพท์จากทางไกล  "ฮัลโหล พ่อทำอะไรอยู่"เสียงพี่ชายทักถามด้วยความเป็นห่วง "กินข้าวพึ่งเสร็จ แล้วเป็นไงบ้างลูกกินข้าวยัง สบายดีไหม" ความเป็นห่วงของพ่อถูกถามกลับไปด้วยปริมาณที่มากกว่าพี่ชายถามเท่าตัว ความคิดถึงถูดตัดขาดด้วยบางคำพูดของพี่ชาย "พ่อครับ ผมอยากได้รถ" พ่อนิ่งเงียบ ขณะนั้นพ่อรู้สึกว่าตัวเองกำลังยืนอยู่จุดที่หนาวที่สุดของโลก ทุกอย่างมันเย็นชาไปหมด พ่อไม่ได้รับปากสัญญาว่าจะหาชื้อให้แต่อย่างใด ทว่าพ่อจะทำให้เท่าทีจะทำได้
   พ่อเขียนจดหมายมาถึงผมด้วยปากกาที่หมึกค่อนข้างจืดและจาง บางช่วงมีรอยของหยดน้ำและเปื้อนคราบโคลน ผมอ่านลายมือของพ่อออกเป็นอย่างดี ถ้าแม้พ่อจะจบเพียงแค่ ป.6 และอาจมีบางคำที่เขียนผิดแต่ความหมายโดยรวม พ่อกำลังทุกข์ใจ

      " วันนี้                
สุขเคยมีกลับถูกสุมไหม้
หัวอกปั่นปวนร้อนทรวงใน
น้ำนัยน์ใสไหลรินอาบใบหน้า"

ผมรับรู้ถึงสิ่งที่พ่อกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ มันร้อนรนเข้าไปในอกผมเช่นเดียวกัน
   ท้ายความในจดหมายของพ่อ เป็นตัวหนังสือลางลางที่บอกว่าจะขายที่นา พ่อตอบสนองความต้องการของพี่ชาย ผมอ่านบรรทัดสุดท้าย โลกทั้งโลกมันหยุดหมุนไปชั่วขณะ และค่อยๆได้ยินเสียงการเต้นของหัวใจที่มันเริ่มรัวไม่เป็นจังหวะ "ผมจะทำอะไรได้"คำพูดบ่นในใจที่รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้นอกเสียจากทำตามประสงค์ของพ่อ ผมรวบรวมสติ และจับปากกามาด้วยมือที่สั่นระริก

หัวใจทั้งสี่ห้องพ่อปวดร้าว
ลมโลกหนาวหวั่นไหวร่างกายสั่น
จะยืนท้าชะตาอย่างไรกัน
เมื่อคืนวันเฆี่ยนตีมีน้ำตา

เฆี่ยนตีโดยกระทำสนองลูก
สายรักผูกดึงคอรั้งฉุดหน้า
ทวงคืนถามความสุขกลับคืนมา
หรือว่ารอเวลาร่างจมดิน

จะยื่นมือข้างไหนดึงรั้งพ่อ
ยอมแพ้ต่อความหวังที่สูญสิ้น
ฝืนนาพ่อเคยปลูกทำกิน
ต้องแปลงชิ้นเป็นเหล็กเครื่องจักรยนต์

   ผมเขียนบทกวีขึ้นขณะปัญหารุมเร้าทุกอย่าง แววตาผมในตอนนี้มันเป็นสีเดียวกันกับท้องฟ้าเวลาคืนไร้ดาว
   ผมไม่ได้ตอบจดหมายฉบับล่าสุดของพ่อ เพียงเพราะรอจดหมายอีกฉบับที่จะเป็นข่าวดีของผมและครอบครัว  และผมก็สมหวัง



                                                                                                                                     ชิน  สำราญ