วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2560

รวมเรื่องสั้น เขียนฟ้าถึงพ่อ ตอน จดหมายฉบับสุดท้าย



“ถึงลูกที่รัก.....
                นี่อาจจะเป็นจดหมายฉบับสุดท้ายที่เราจะเขียนถึงกัน เพราะต่อจากนี้เราเราอาจคุยกันต่อหน้าต่อตา”
ข้อความสั้นๆที่พ่อส่งมาถึงผม ทั้งที่ไม่รู้ว่ามันหมายความว่ายังไงแต่เท่าที่คิดดูแล้วมันคงไม่ใช่เรื่องดีสำหรับผม ค่ำคืนที่ราตรีไร้แสงแห่งดวงจันทร์ ผมนั่งมองออกไปนอกหน้าที่โดยไม่โฟกัสจุดไหนเป็นจุดสำคัญ สายลมเย็นกำลังเริงระบำกับยอดไม้อย่างมีความสุข ซึ่งแตกต่างจากฉันเองทั้งที่ไม่รู้ว่าทุกข์เพราะอะไรแต่ก็รับอิทธิพลมันมาอย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ เสียงเพลงจากปี่ภูไทดังเอื่อยๆมาจากห้องแรกๆของหอพัก ทำนองเพลงยิ่งทำให้ผมครุ่นคิดว่าเนื้อความในจดหมายนั้นหมายความว่ายังไง ปกติแล้วผมจะใช้เวลานี้ในการเขียนสมุดบันทึกแต่วันนี้กลับไม่มีเรี่ยวแรงใดให้สมองกลั่นคำออกมาแม้แต่คำเดียว ค่ำคืนนี้กำลังจะกลืนกินผมให้หายไปในความมืดมิด แสงจากดวงนีออนกำลังสะท้อนหยดน้ำใสที่ไหลออกจากตาผมโดยไม่รู้สาเหตุ ผมอาจจะคิดมากไปก็ได้ คำปลอบโยนที่ไม่มีพลังต่อจิตใจแม้จะเอื้อนเอ่ยมันออกไปเป็นร้อยพันครั้ง
                “พรุ่งนี้เช้าคงไม่มีแสงใดที่จะสว่างพอ
ดวงตาของฉันถูกแต้มด้วยสีเทาทุกการมองเห็น
ไม่มีเสียงหัวเราะบนความโศกศัลย์
ไม่มีเสียงหัวเราะบนความเสียใจ
การสั่นไหวของหัวใจแรงเกินกว่าจะกลั้นน้ำตาเอาไว้
ฉัน...
เผยยิ้มเศร้าเศร้าให้กับเงาบนดวงจันทร์
ลมแห่งความหวั่นไหวกำลังเต้นรำกับยอดไม้ที่ไม่รู้จะเอียงไปทิศไหน
เฉกเช่นฉันเอง”
                ผมรวบรวมความคิดที่มีอยู่ในขณะนี้ที่ค่อยๆพรั่งพรูออกมาจากปากกาด้ามเดิมๆ มันก็คงเป็นความรู้เดิมๆเหมือนที่ผ่านมา
                เช้าที่ไม่อยากลืมตา ผมมองไปที่กล่องรับจดหมายก่อนเป็นอันดับแรกก่อนที่จะให้สายตามองไปที่อื่น แต่ก็ไม่มีสิ่งผิดปกติใดนอกเสียจากความว่างเปล่าที่เคยรับรู้มันมาตลอด ผมเดินไปนั่งเก้าอี้ตัวประจำที่ที่มันเคยทำหน้าที่ได้ดีที่สุดคือมันเคยทำให้ผมเขียนจดหมายและพ่อก็ตอบกลับมาทุกที แต่มันคงไม่ใช่ความบกพร่องของเก้าอี้และผมจะโทษปากกาและกระดาษก็คงไม่ได้ ภายในเช้านี้ผมเขียนจดหมายส่งถึงพ่อเป็นสิบฉบับได้ “ตอนนี้พ่อคิดอะไรอยู่”คือใจความสำคัญสุกในตอนนี้ ผมไม่อาจจะเดาใจพ่อได้ แต่ผมคงไม่อาจขัดใจพ่อได้เช่นกัน
“พ่อครับ
ชั่วโมงก่อนคาบเรียน
อาจารย์ถามผมว่าเห็นคนแก่บ้างไหม
ผมตอบไปตามตรง
ทุกอย่างทุกสิ่ง ผมไม่เคยปิดบัง
พ่อครับ
อาจารย์ให้ผมปลูกต้นไม้
ผมบอกอาจารย์ว่าผมปลูกไม่ได้
เพราะผมไม่อยากปิดบัง
พ่อครับ
อาจารย์ให้ผมบอกรักตัวเอง
ผมทำไม่ได้
หน้ากระดาษผมมีแต่จดหมายของพ่อ
ผมไม่อยากปิดบังอะไร”
                ในตอนนี้ผมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เมื่อมีจดหมายฉบับขยายความจากฉบับก่อนหน้านี้ที่พ่อส่งมาให้ “พ่อตกงานและงานคือเงินของพ่อ เงินของพ่อคือปากท้องของผม” ผมนั่งนิ่งๆอยู่ภายในห้องพักสี่เหลี่ยมอันคับแคบ เปิดเพลงที่ไม่รู้จักความหมายของมันให้มันดังมากที่สุด “นี่ผมจะหยุดหนทางตัวเองไว้เท่านี้หรอ”
                “นึกถึงภาพเด็กป่า ณ ภูเขา                  วันวัยเยาว์ชี้ชัดภาพความฝัน
ปริญญาตั้งไว้ปลายฟ้านั้น                                   แต่ว่ามันไกลเกินไขว่คว้ามา
ด้วยความคิดและจิตใจบริสุทธิ์                            ว่าจะหยุดความจนที่โถมหน้า
แต่ยิ่งคิดพลังใจและศรัทธา                                  ให้มองหาเงินตราแทนค่าตน
นึกถึงภาพตอนเด็ก ณ ภูหลง                              ความคิดกลางป่าดงเริ่มสูญสิ้น
เราสู้เพื่อเราได้มีกิน                                               และเราดิ้นเพื่ออะไรใยเหนื่อยล้า
นึกถึงวัยวันน้อยยังเด็กน้อย                                    ยิ้มระห้อยระเริงบันเทิงฟ้า
ไม่เคยรู้จักลิขิตชะตา                                             วันนี้รู้แล้วว่าเราพ่ายแพ้”
                ผมเข้าใจในเนื้อความจดหมายของพ่อดีแล้วและวันนี้อาจารย์ถามผมว่าอยากออกไปเก็บดอกไม้ไหม
ถามตอบอาจารย์อย่างไม่ปิดกั้น ถึงแม้มันจะขัดต่อความในจดหมายก็ตาม


                                                                                                                                        ชิน   สำราญ

วันพุธที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เรื่องสั้น ถนนสายจากลา



สายลมธรรมชาติสาดหน้าผมที่ยื่นออกมาอ้ารับลมจากโบกี้รถไฟที่11 ผมหอบกระเป๋าสัมภาระเพียงไม่กี่ใบ อำลาพี่ชายที่ทำงานอยู่ในเมืองกรุง ไม่มีของฝากใดจากพี่ชายฝากมาถึงพ่อแม่ที่อยู่ทางบ้านนอกจากคำว่า ดูแลพ่อแม่ดีๆนะ”  ผมรับปากพี่ชายและให้คำมั่นสัญญาว่าจะดูและพ่อแม่เป็นอย่างดี แต่ผมก็ไม่มีเวลาแม้แต่จะอยู่บ้านเกินสองอาทิตย์สักที
เปิดเทอมแรกของนักศึกษาวิชาชีพครูปีที่สี่ หลายคนอาจจะยังคงอยู่กับครอบครัวที่แสนอบอุ่น ผมพึ่งกลับมาจากกรุงเทพได้เพียงสามวันก็ต้องแต่งของกลับมหาวิทยาลัยต่อไป แม่มาช่วยผมเก็บเสื้อผ้าที่มีไม่กี่ตัว หลานชายตัวเล็กนั่งมองผมและแม่เก็บของ ส่วนพ่อออกไปทุ่งนาตั้งแต่เช้ายังไม่กลับมา อาจจะไปหาของมาให้สำหรับไปทำกินที่หอพัก เวลาล่วงเลยมานานจนสาย ในหมู่บ้านเงียบเสียงผู้คน เพราะไปทำหน้าที่ของตนเองบางคนก็รับจ้าง บางคนก็ไปทำไร่ทำนาตามวิถีชาวบ้าน เสียงรถจอกอยู่หน้าบ้านหลานชายรีบวิ่งออกไปดูและก็กลับมาพร้อมกลับหนูนาตัวโต เอากลับไปกินมหาลัยนะพ่อพูดพร้อมกับเดินเข้าครัวเพื่อทำการผ่าเอาเครื่องในหนูนาออกจะได้ไม่เน่าขณะเดินทาง ผมปฎิเสธพ่อบอกว่าไม่เอาก็ได้ เพราะว่าผมทำกินไม่เป็น แต่พ่อก็ดันทุรันที่จะทำให้ผม เอาไปให้เพื่อนคนนั้นทำให้กินก็ได้พ่อยังจำเพื่อนผมที่มาบ้านก่อนจะไปเที่ยวด้วยกันได้ครั้งนั้นพ่อคงเห็นเพื่อนคนนั้นเข้าครัวทำกับข้าวกับพ่อจึงจำได้ว่ามีเพื่อทำให้กินอยู่ ผมคงหาคำปฎิเสธใดไม่ได้อีกแล้วและก็ยอมรับให้ร่างหนูนาไร้วิญญาณกลับหอพักไปด้วย
ยิ่งนานเวลายิ่งผ่านเลยไป ผมบอกพ่อว่าไม่ต้องจัดหาอะไรให้มากมายเพราะตอนนี้สายแล้วและผมคงจะไม่ทัน
รถรับส่ง พ่อนิ่งเงียบแล้วก็พูดว่าเดี๋ยวพ่อไปส่งก็ได้ตั้งแต่เรียนมหาลัยมานอกจากครั้งแรกที่ขนของไปอยู่หอพัก ผมก็ไม่มีโอกาสได้ยินคำนี้ออกจากปากพ่ออีกเลย ผมทำใจตัวเองให้เย็นลงและกำลังครุ่นคิดว่า เราก็ลังทำให้พ่อลำบากหรือเปล่าหรือว่าพ่ออยากไปส่งเราจริงๆ เพราะถ้าพ่อจะไปส่งในการเดินทางแต่ละครั้งต้องเสียค่าใช้จ่ายเยอะมากคงไม่คุ้มที่พ่อจะต้องไป พ่อยืนยันคำพูดตัวเองโดยว่าให้ผมวาของลงก่อน แม่ไม่พูดอะไรกับคำพูดที่พ่อจะไปส่งแม่อาจจะดีใจด้วยซ้ำที่จะได้ไปส่งผม เห็นสั่งให้หลานชายไปอาบน้ำแต่งตัว ผมทำตามที่พ่อบอก วางกระเป๋าและก็เดินไปหาแม่เพื่อเช็คของดูว่าขาดเหลืออะไรบ้าง หลานชายวิ่งมากอดขาผมแล้วส่งสายตาอ้อนวอนขอไปส่งผมด้วยคน ผมพยักหน้าแล้วยิ้มให้กับหลานชาย ก่อนที่หลานชายจะส่งเสียงร้องดีใจ มันเหมือนกับตอนที่ผมยังเด็กเวลาแม่ให้ไปไหนมาไหนด้วยผมก็มักจะกระโดดโลดเต้นดีใจออกดหน้าออกตาเกินความเป็นจริงทั้งที่ไม่ได้ไปเที่ยวอะไร แต่ผมชอบในการเดินทางและมันก็เป็นนิสัยติดตัวมาจนถึงทุกวันนี้
                ทุกอย่างเพียบพร้อม  พ่อให้สัญญาณก่อนรถจะออกจากบ้านโดยการบีบแตรรถหนึ่งทีและพนมมือยกขึ้นใส่หัว ทุกคนภายในรถต่างทำตามพ่อหมดทุกคน ชาวล้านเชื่อว่าถ้าทำแบบนี้มันเหมือนเป็นการบอกปู่ประจำหมู่บ้านว่ากำลังจะเดินทางและเป็นการขอพรจากปู่ให้การเดินทางในครั้งนี้เป็นไปด้วยความปลอดภัย หลานหลับในตักของแม่ตักที่แสนอบอุ่นเพราะผมเองก็เคยอยู่ในตักนั้นตั้งแต่ยังเด็ก  ตอนนี้ผมคงตัวใหญ่เกินที่จะไปหนุนตักนั้นแล้ว พ่อยังคงเปิดเพลงประจำตัวพ่อ และอาจกลายเป็นเพลงที่ผมชอบด้วยก็ได้ ผ่านไปสามชั่วโมงพ่อยังคงจดจ่อกับการขับรถและหลานชายก็ยังคงไม่ตื่นจากการหลับฝัน ผมใช้เวลานี้มองออกไปนอกหน้าต่างกระจกรถ เห็นรถวิ่งสวนทางกันมากมาย บางคนกลับบางคนไป และคนไปนั้นก็คือตัวผมเอง อย่าคิดถึงบ้านละพ่อพูดประโยคนี้ขึ้นมาท่ามกลางความเงียบเมื่อเพลงหยุดเล่นและเตรียมที่จะเล่นเพลงใหม่ ครับผมตอบสั้นๆห้วนๆเพราะไม่รู้ว่าจะทำตามคำพูดของพ่อได้หรือไม่
                ตื่นๆๆๆเลี้ยวทางไหนหนิพ่อปลุกผมจากการเผลอนอนหลับจนลืมบอกทางเพราะสามปีแล้วที่พ่อไม่ได้มาทางนี้ ผมขยี้ตัวและมองป้ายชัดๆพร้อมกับบอกพ่ออกไปด้วยความตกใจว่า เลี้ยวกลับครับพ่อ พ่อหลงทางมาไกลมากแม่และหลานชายก็ตื่นแต่ทุกคนไม่ได้ตกใจอะไรกลับผมเลย กลับพูดหยอกล้อกันด้วยซ้ำ เราหาทางจนมาถึงหอพักในที่สุด พ่อเปิดประตูลงรถก่อนทุกคน ห้องทำไมรกจังคำถามนี้เป็นคำถามจากใครไม่ได้นอกจากแม่ พวกเรานั่งคุยกันอยู่ซักพักก่อนที่พ่อจะมองดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือ ปะได้เวลากลับแล้วเหมือนว่าเวลากำลังจะพรากความสุขไปจากผม ผมไหว้และพ่อลูบหัวผมเบาๆก่อนที่เสียงรถจะไกล ไกลและไกลออกไปเรื่อย
                ผมหลงลืมสัญญาที่ให้กับพ่อก่อนกลับมานี่ไปแล้ว ผมอดไม่ได้ที่จะคิดถึงบ้านจริงๆครับพ่อ
เวลามาพรากความสุขนั้น   เคยสนุกหัวเราะกันกลับเงียบเหงา
บ้านที่เคยให้ความอบอุ่นเรา                เหลือแต่ใจที่เฝ้าอยู่แทนคน
หยดน้ำตาค่อยไหลบนใบหน้า             การจากลากับน้ำตาดั่งสายฝน
เพราะความฝันที่เวียนว่ายวกวน         เป็นกองพลตัดสายใกล้แม่พ่อ
                ผมจำได้ว่าวางจดหมายฉบับนี้ไว้ใกล้เบาะพ่อนั่งและรอพ่อตอบกลับมา

                                                                                                                                                 ชิน  สำราญ

รวมเรื่องสั้น เขียนฟ้าถึงพ่อ ตอน เพลงของพ่อ




“ขวัญ หาย    จดหมายจากแม่ ส่งมา   เนื้อ จดหมายเขียนว่า     ทุกข์ตรมเจียนบ้า นาฝนแล้ง
พ่อก็ซ้ำมีอัน ต้องตาย   เพราะมีโจร ปล้นควาย    ใช้อุบาย เสแสร้ง         ซ้ำยิงแทง พ่อยับ ดับสิ้นใจ
บาปซ้ำ กรรมมา  น้องของสาวข้า เป็นไป      โจร ขืนใจ เป็นบ้าใบ้ เสียคน
แสน ช้ำ        ดังโดนเท้าย้ำ ดวงแด  ท้าย จดหมาย ของแม่     ระบายทุกข์แย่ แกทุกข์ทน
ข้าวไม่เหลือและเกลือ ไม่พอ  รู้ไหมแม่ เฝ้ารอ  ขอน้ำใจ ลูกบ้าง  หาสตางค์มาบ้าน บ้างซี
เจ้าเป็นนักร้อง   ร่ำรวยทอง เงินมี   ช่วยแม่ที แม่ไร้ที่ หมายปอง
หงอย เหงา    ค่ำเช้าแสนเศร้า อุรา   แม่ จะรู้ ไหมว่า   ลูกแม่ บากหน้า
มาเป็น นักร้อง  ไม่ได้ร้องเพลงเลย ซักวัน  หัวหน้าคอย กีดกัน  ใช้ทุกวัน ทุกวี่  เขาให้มีหน้าที่ แบกกลอง
ค่าตัวที่มี วันละยี่ สิบสอง  ทน แบกกลอง  เพราะบัญชา หัวหน้า วง
โหย หิว   หิวจนใส้กิ่ว อดเอา  แม่ จะรู้ หรือเปล่า  ลูกแม่ กินข้าว  กับเกลือ พริกผง
สร้อยและแหวนที่แม่ ให้มา  เห็นหัวหน้า ท่านยืม  แล้วก็ลืม คืนให้   ถามทีไร ก็ทำ เล่นองค์
แม่ทุกข์ เต็มกลืน   ลูกขอคืน ป่าดง   หัว หน้าวง   ขอสร้อยคอ ผม คืน
จบเพลง จดหมายจากแม่ของสันติ ดวงสว่าง ผมหยิบปากกาขึ้นมาแล้วนึกถึงหน้าพ่อ
“วิทยุธานินเครื่องเก่าพ่อ      ยังดังคลอทั่วทุ่งกลางแดดร้อน
ทั้งสายัญสันติร้องเพลงวอน                                เคยขับกล่อมทุกตอนควายไถดิน
ตะวันใกล้จะลาจากฟ้าแล้ว                 เสียงเจ้ยแจ้วดังก้องไม่เคยสิ้น
ทั้งเสียงนกเสียงเพลงบรรเลงยิน         ทั้งกลิ่นดินกลิ่นตมหอมทั่วนา
เพลงของพ่อยังคนดังแม้ฟ้าค่ำ            ค่านิยมลืมจำจนไร้ค่า
ในสังคมคนนิยมไร้ศรัทธา                     เพลงพ่อถูกตีตราล้าสมัย
วัฎจักรเก่าถูกเมินว่าค่าต่ำ                   โดนครอบงำหล่นหายด้วยโลกใหม่
อำนาจเบื้องหลังแกร่งกว่าสิ่งใด          วิถีพ่อคงไว้แม้ถูกเมิน”
                ผมยิ้มให้กับจดหมายฉบับนี้แล้วเก็บมันไว้ที่เดิมไม่มีการตีตราส่งไปถึงผู้ใด ผมตั้งใจที่จะเขียนมันไว้ให้ระลึกถึงครั้นอดีตก่อนเก่าที่เรากำลังหลงลืม วันนี้มีจดหมายจากพ่อว่ากำลังจะถึงฤดูการทำนาพ่อรับรู้ได้จากฝนที่ตกลงมา
                เพลงของสันติ ดวงสว่าง ดังขึ้นอีกครั้งแต่ครั้งนี้มันไม่ได้ดังขึ้นจากวิทยุธานินที่กลางไร้ แต่มันดังจากยูทูบในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆที่ผมวาดภาพจำลองให้มันเป็นท้องนา สมมุติว่ากลิ่นน้ำเสียเป็นกลิ่นโคน เสียงแตรรถเป็นเสียงนกยามเย็นและแสงไฟเป็นหิงห้อยลอยล่องในท้องราตรี ภาพทุกอย่างสลายหายไปกับสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่หลุดหายไป ผมหยิบจดหมายฉบับเดิมๆที่พ่อเคยส่งมาให้เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เนื้อความประมาณว่าพ่ออยากเจอหน้าผม แต่ผมไม่ได้ตอบกลับไปเนื่องด้วยธุระอะไรก็ไม่รู้ที่ผมเร็งเห็นประโยชน์มันผิดเพี้ยนไป ตามติดๆกันมาเพลงของสายัญ สัญญาค่อยๆดังขึ้นจากความเงียบ
“คิดถึงนะครับพ่อ” ผมเขียนข้อความสั้นๆแต่เรียงมันลงจนเต็มหน้ากระดาษด้วยประโยคนี้เขียนหลายๆครั้งซ้ำกัน ผมมองไปเห็นแสงไฟจากห้องแถวที่จำลองมันเป็นหิงห้อย
“ผมกำลังไขว่คว้าอะไรอยู่”เกิดคำถามมากมายในหัวคิดขณะที่ความคิดถึงบ้านได้ทำงานร่วมกัน ผมเขียนจดหมายไปบอกพ่อว่าจะกลับบ้าน แต่ผ่านไปสองอาทิตย์ก็ไม่มีจดหมายฉบับไหนตอบกลับมา




รวมเพรื่องสั้น เขียนฝันถึงพ่อ ตอน แก(ไม่)กระจอก





-แก(ไม่)กระจอก-
กลางดึกในคืนที่อากาศแจ่มใส แม่หลับสนิทแล้ว พ่อก็ย่องลงมาจากบ้าน ตรงไปที่หลังบ้านไขกุญแจเปิดกรง แล้วก็อุ้มร่างของหมาตัวหนึ่งเดินไปยังสนานหญ้าหน้าบ้าน จากนั้นก็วางมันลงอย่างช้าๆ หมาตัวนั้นส่งเสียงครางในลำคอเมื่อเห็นเจ้านายของมันนั่งลงข้างๆ
”นอนอยู่นั่นแหละแกไม่ต้องลุกขึ้น จริงสิบางทีแกอาจจะไม่มีแรงลุกขึ้นมาแล้วก็ได้” ”พ่อพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ขณะที่จ้องมองหมาร่างกายผ่ายผอมจนเห็นกระดูก นอนอ้าปากหายใจอย่างลำบาก
”แกอยู่กับฉันมากี่ปีแล้ว สิบกว่าปีแล้วมั้ง ใช่หรือเปล่า” พ่อพูดกับหมาซึ่งนอนนิ่งอยู่ มันเหมือนจะเข้าใจคำพูดของก็พูด แต่มันพูดไม่ได้
รู้ไหม แกมันไม่มีดีสักอย่าง เป็นหมากระจอก หมาข้างถนนที่ฉันเก็บมาเลี้ยง แกเข้าใจไหม แกมันไม่ดีสักอย่าง” ”พ่อพูดเสียงดังขึ้น
แกเป็นหมาแน่หรือเปล่าวะ แมวก็ยังกลัว ฟ้าร้องก็วิ่งหางจุกก้นเข้าบ้าน ชอบขุดต้นไม้ข้างรั้วจนกระจุยกระจาย ห้ามก็ไม่ฟัง แกมันเป็นหมาหรือหนูกันแน่ พ่อด่ามันเสียงดังขึ้นกว่าเดิม จ้องมองมันซึ่งแม้จะถูกพ่อดุด่า มันก็จ้องมองตอบด้วยสายตาที่ไม่เปลี่ยนแปลง สายตาเดิมซึ่งไม่เคยเปลี่ยนนับแต่มันมาอาศัยอยู่กับพ่อ
“แต่จะว่าไปแกก็มีดีอยู่หน่อยหนึ่ง” พ่อลูบหัวไอ้หลงแล้วเหม่อมองไปบนฟ้า ตลอดระยะเวลา 10 ปีแกไม่เคยทิ้งฉันไปไหน
มือข้างขวาของพ่อลูบหัวไอ้หลงจนหลับไป “แกคงลำบากมากสินะ” พ่อมองไอ้หลงด้วยสายตาห่วงใยเช่นเดียวกับวันที่เก็บมันมาเลี้ยง
“อย่าออกไปไหนอีกนะ แกควรจะพักผ่อนได้แล้ว” พอพ่อพูดเสร็จ ไอ้หลงก็เงยหน้าขึ้นมาและเลียไปที่มือของพ่อ ก่อนค่ำคืนนี้จะเงียบหายไปในราตรี
                เช้านี้มีแต่เสียงไก่ ไม่มีเสียงเห่าร้องของไอ้หลง คงเป็นเพราะอาการป่วยหนักของมัน พ่อเขียนจดหมายมาบอกว่า
“เพราะคนชั่วกระทำ             เหยียบและย่ำหัวใจพ่อ
คนไม่รู้จักพอ                          รอบทำร้ายในราตรี
วางยาผสมข้าว                     ให้ปวดร้าวย่ำขยี้
ดิ้นรนกลัวชีวี                          มรณาตามใจคน
ไอ้หลงดิ้นรนร้อง                    น้าตานองยากหลุดพ้น
หรือเพราะว่ายากจน            คนรวยแกล้งสาแก่ใจ
พ่อเจอในตอนเช้า                  ฟ้าหม่นเศร้ามันร้องไห้
น้ำตาปนเลือดไหล                                หมาและพ่อทรมาน”
                ผมวางจดหมายของพ่อลง และก็ระลึกถึงครั้งที่เคยวิ่งเล่นกับไอ้หลง ครั้งนั้นจำได้ว่าผมแค่ 10 ขวบมันมักจะวิ่งไล่ผมเวลาเราเดินไปนาด้วยกันบางครั้งผมวิ่งหนีจนตกคันนา แล้วทุกคนก็หัวเราะชอบใจ ถ้ามันหัวเราะแบบพวกเราได้มันก็คงจะหัวเราะดังกว่าพวกเราด้วยซ้ำ และผมกับไอ้หลงก็เล่นด้วยกันตลอดมันไม่เคยเที่ยวไปกัดใครเหมือนหมาคนอื่น อย่างว่าหลายคนมองว่ามันขี้ขลาด บางคนแซวว่ามันไม่ใช่หมาแต่มันคือหนูเพราะขนาดแมวมันยังกลัว ผมปล่อยให้ภาพผมและไอ้หลงวิ่งหายไปในความฝัน และอยากที่จะกลับไปเล่นกับมันอีกครั้ง
                จดหมายซองสีขาววางอยู่หน้าประตูห้อง คงมีแค่คนเดียวที่จะส่งมาให้ผม และผมยังตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เปิดซองจดหมายในทุกๆฉบับ แต่ฉบับนี้หัวใจผมมันสั่นแรงกว่าที่จะตื่นเต้น เนื้อความในจดหมายมีคราบน้ำตาติดมาด้วย มันอาจจะไม่ใช่ขาวดีสำหรับเช้าที่ฝนตก
                “พ่อไม่เจอมันในเช้านี้”

ข้อความสั้นๆในจดหมายแต่มันสามารถอธิบายให้ผมรู้ด้วยคราบน้ำตา ทีหลังพ่อเล่าให้ฟังว่าพ่อเจอรอยเท้าที่ไอ้หลงมันคลานออกจากบ้านผสมกับสีเลือดที่ไหลออกจากตัวมันตลอดเวลา พ่อรู้ดีว่าพ่อจะเจออะไร แต่พ่อก็ไม่สามารถทำใจได้ ร่างของไอ้หลงนอนแนบอยู่กับกองหญ้านอกบ้าน “แกเป็นหมาที่ดีจริงๆถ้าแม้แกจะขี้ขลาด” พ่อมองร่างไอ้หลงที่พึ่งจะสิ้นลมไปมันคงไม่อยากให้พ่อลำบากกับการเก็บศพมัน
                                                                                                                                                                       ชิน  สำราญ

วันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560

รวมเรื่องสั้น เขียนฟ้าถึงพ่อ ตอน ทั้งหมดที่พ่อมี




"สิ้นเดือนนี้จะกินอะไร"
ฉันฉีกซองมาม่าที่พึ่งซื้อมาออกมาเทใส่น้ำร้อนที่เตรียมไว้ พร้อมกับตำหนิคนทางบ้านในใจว่าไม่รู้จักส่งเงินมาให้ใช้ ทำให้ลูกชายต้องมานั่งต้มมาม่ากิน เงินในกระเป๋าก็เหลือเพียงไม่กี่บาท

 "แล้วจะใช้ชีวิตอย่างไรในวันพรุ่งนี้"
เกิดคำถามมากมายในตัวฉันแต่ก็หาคำตอบมาตอบให้ไม่ได้ ฉันนั่งเขียนจดหมายไปหาพ่อเพื่อขอให้พ่อส่งเงินมาให้หลายฉบับแต่ก็ไม่มีการตอบรับ การกักเก็บตัวคงเป็นหนทางที่ดีที่สุดในตอนนี้ด้วยค่าเงินในการใช้ชีวิตแต่ละวันที่เพิ่มสูงขึ้นสิ่งที่ทำให้อยู่รอในวิกฤตนี้ก็คงเป็นการอยู่ห้องเฉยๆ
 ฉันกักเก็บตัวอยู่แต่ในห้องโดยไม่ออกไปพบใครเพื่อไม่ให้เป็นการเปลืองเงินในการใช้จ่าย และรวบรวมเงินที่มีอยู่เป็นค่าส่งจดหมายไปถึงพ่ออีกครั้ง 

"หากพ่อรู้
สิ่งที่ลูกเป็นอยู่ในตอนนี้ 
แค่จะกินข้าวยังไม่มี
ทนเต็มที่จะทนได้ อ่อนแรงล้า
อยากหลับตาแล้วหลับไหล 
ให้ความฝันล่องหายไป
สุดจะไขว่ดึงขว้ามา "

พ่อตอบจดหมายในไม่กี่วัน อาจเป็นครั้งแรกในระยะเวลาหลายปีที่พ่อตอบมาเร็วขนาดนี้ผมรีบฉีดจดหมายเหมือนฉีกซองมาม่าเวลาหิวมากๆ ขอความข้างในไม่มีอะไรมากมาย 

"พ่อขอโทษ" 

คำสั้นๆที่กินใจของฉันให้หล่นหายไปในขณะ
 นี่เรากำลังทำอะไรลงไป คนทางนั้นอาจจะเสียงใจกับความพูดของเราอยู่ คำขอโทษหลายร้อยคำในใจคงไม่มีความหมายหากจะเขียนมันลงจดหมายก็ไม่สามารถที่จะทำให้ความรู้สึกนี้มันหายไปได้ อีกหนึ่งฉบับตามมาติดๆจากพ่อ "พ่อพยายามให้เต็มที่ หวังลูกนี้คงทนได้ กับเงินก้อนนี้ที่ส่งไป ที่ให้มันคือทั้งหมด" ผมแทบจะไม่อยากวางจดหมายฉบับนี้ลงจากมือทั้งที่ไม่อยากรับรู้มันด้วยซ้ำ


.... พ่อคงเหนื่อยมากกว่าผม
                                                                                                                                     ชิน  สำราญ