วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560

รวมเรื่องสั้น เขียนฝันถึงพ่อ ตอน น้ำตาในควันธูป





    กาหลายฝูงบินข้ามหมู่บ้านยามพลบค่ำ ส่งเสียงก้องหมู่บ้าน สัญญาณเตือนบางอยู่ที่มีเพียงธรรมชาติรับรู้ และมันก็มาถึงชีวิตมนุษย์ ค่ำคืนที่นกเสียงร้องขับกล่อมราตรีที่ไม่มีผู้ใดหลับใหลลงได้ ปู่ ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็ง ค่ำคืนนี้ทีเพียงเสียงร่ำไห้ของญาติๆที่โศกเศร้าเสียใจไปตามๆกัน พ่อเป็นลูกชายคนที่ 3 จากลูกทั้งหมด 7 คนถือว่าเป็นพี่ใหญ่เลยก็ว่าได้ แต่ความโศกเศร้าทั้งหมดของลูกๆทุกคนรวมกันคงน้อยกว่าย่า ภรรยาอันเป็นที่รักของปู่ และตอนนี้ย่สก็ได้ป่วยเป็นลำไส้อักเสบซึ่งผ่าตัดไปเมื่อสามเดือนที่แล้ว ตอนอยู่ที่โรงพยาบาลผมได้ยินคำพูดของปู่บอกกับย่าหลังจากผ่าตัดเสร็จ "อย่าพึ่งตายก่อนฉันนะ ให้ฉันที่เป็นคนตายก่อน" คำพูดของปู่ช่างศักดิ์สิทธิ์เกินกว่าศาลที่ตั้งอยู่ตามทางโค้งเสียอีก
 
  นาผืนเก่าพ่อเล่นเพลงไถหว่าน
คงทิ้งรกในกาลไม่อาจสู้
วัวควายนั้นเคยไล่ได้เลี้ยงดู
ช่างหดหู่เมื่อวัวหาเจ้าของมัน

ก่อนเคยเก็บผลหมากรากไม้
เคยพูดคุยถามไถ่กับพ่อนั้น
เคยหัวเราะร่าเริงยามเจอกัน
แต่กลับผันเป็นเศร้าโศกโสกา

คันนาดินที่พ่อเคยย่องย่ำ
พ่อถากถางประจำไม่เมินค่า
เหลือเพียงแต่มีดขอบนเถียงนา
ไว้รอซับน้ำตาลูกหญิงชาย

    พ่อนั่งนิ่งเมื่อมองไปเห็นไฟหลากสีที่กระพริบบนโลงเย็นที่ครอบร่างปู่ไว้ และค่อยๆลุกยืนเดินตรงไปที่ปู่นอนอยู่นั้น ช่องกระจกบนโลงเย็นเลื่อนออกพอเห็นหน้าของปู่ที่เหี่ยวซีด ทำให้รู้เลยว่าปู่ผ่านงานหนักมานานหลายปี  ค่ำคืนนี้ที่หว่ายโปรยด้วยหยดน้ำตา และเคล้าคลอด้วยเสียงสะอื้นลูกลูกหลานทั้งชายหญิง
    รุ่งเช้าที่ฟ้าไม่สดใส แววตาหลายคนเคล้าด้วยคราบน้ำตาที่พึ่งจะเหือดแห้งไป และมันจะหลั่งออกมาทุกครั้งที่ทุกคนนึกถึงหน้าพ่อของตัวเอง และผมเองก็นั่งเช็ดน้ำตาบนโต๊ะทำงานในมุมเมืองที่บ้านที่ไม่มีแม้กลิ่นธูปใดจะส่งถึง ผมวางจดหมายที่พ่อส่งมาแจ้งข่าวและนั่งนิ่งพยายามรื้อพื้นภาพอดีตที่เคยไปเล่นนากับปู่ จำได้ครั้งหนึ่งเมื่อเทศกาลบุญบั้งไฟผมไปเลี้ยงวัวกับปู่ด้วยที่ป็นเทศกาลปู่จึงเมาเหล้า และวัวฝูงที่ผมดูแลได้ตกใจเสียงบั้งไปหลายตัวจนวิ่งหนีไปหลบอยู่บนภูเขาวันนั้นผมต้องวิ่งไล่ตามวัวทั้งวัน ปู่ตื่นมาพร้มกับความตกใจ ว่าทั้งวัวแหละตัวผมเองหายไปไหน เวลาเกือบค่ำผมไล่ต้อนฝูงวัวกลับคอกได้ครบทุกตัว อละวันนั้นจำได้ว่าพอไปถึงบ้านผมได้ยินเสียงย่าบ่นให้ปู่ตั้งแต่ตีนบ้าน แต่พอไปถึงบ้านทุกอย่างกลับกลายเป็นเสียงหัวเราะ ผมเล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนที่ร่วมรับประทานอาหารเย็นร่วมกันจนทำให้เรื่องราวนี้เป็นเรื่องตลกขบขัน และได้เห็นรอยยิ้มของปู่แม้ยังจะมีอาการมึนๆของฤทธิ์เหล้าอยู่ก็ตาม
   ภาพเหล่านั้นมันหายไปพร้อมๆกับลมหายใจของปู่ ผมพยายามนึกถึงภาพเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่มันก็เลือนลาง หยดน้ำตาที่อาบใบหน้ามันบดบังภาพอดีตที่แสนจะมีความสุขไว้หมด" อยากให้ลูกมาบวชเพื่อส่งปู่ครั้งสุดท้าย" บรรทัดสุดท้ายในจดหมายของพ่อยิ่งตอกย้ำให้ผมเสียใจยิ่งนัก เมื่อมองดูปฎิทินตารางสอบของมหาวิทยาลัยแล้วเป็นวันที่สอบปลายภาคพอดี ผมตอบพ่อกลับไปว่าไม่ได้กลับไปบวชให้ปู่อย่างที่พ่อคาดหวัง ภายในวันนั้นก็ไม่มีจดหมายฉบับใดถึงมาถึงอีกเลยทุกอย่างเงียบไปพร้อมๆกับบรรยากาศงานศพ
ผมพยายามกลบเกลื่อนความคิดตัวเองที่ว่า "พ่อคงเข้าใจ พ่อคงเข้าใจ" ผมหลอกตัวเองอยู่แบบนี้ทั้งวันจนการทำข้อสอบผม มันทำให้ผมรู้เลยว่าผมกลับไปบ้านดีกว่า เพราะมานั่งสอบก็คงไม่ผ่านอยู่ดีเพียงเพราะว่าจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
    "ผมขอโทษนะครับพ่อ" จดหมายฉบับสุดท้ายของวันนี้ผมอาจจะใช้หยดน้ำตาเขียนแทนน้ำหมึกก็เป็นไปได้
                                                                                                                         ชิน  สำราญ
     

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น