“ถึงลูกที่รัก.....
นี่อาจจะเป็นจดหมายฉบับสุดท้ายที่เราจะเขียนถึงกัน
เพราะต่อจากนี้เราเราอาจคุยกันต่อหน้าต่อตา”
ข้อความสั้นๆที่พ่อส่งมาถึงผม
ทั้งที่ไม่รู้ว่ามันหมายความว่ายังไงแต่เท่าที่คิดดูแล้วมันคงไม่ใช่เรื่องดีสำหรับผม
ค่ำคืนที่ราตรีไร้แสงแห่งดวงจันทร์
ผมนั่งมองออกไปนอกหน้าที่โดยไม่โฟกัสจุดไหนเป็นจุดสำคัญ
สายลมเย็นกำลังเริงระบำกับยอดไม้อย่างมีความสุข
ซึ่งแตกต่างจากฉันเองทั้งที่ไม่รู้ว่าทุกข์เพราะอะไรแต่ก็รับอิทธิพลมันมาอย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ
เสียงเพลงจากปี่ภูไทดังเอื่อยๆมาจากห้องแรกๆของหอพัก
ทำนองเพลงยิ่งทำให้ผมครุ่นคิดว่าเนื้อความในจดหมายนั้นหมายความว่ายังไง
ปกติแล้วผมจะใช้เวลานี้ในการเขียนสมุดบันทึกแต่วันนี้กลับไม่มีเรี่ยวแรงใดให้สมองกลั่นคำออกมาแม้แต่คำเดียว
ค่ำคืนนี้กำลังจะกลืนกินผมให้หายไปในความมืดมิด แสงจากดวงนีออนกำลังสะท้อนหยดน้ำใสที่ไหลออกจากตาผมโดยไม่รู้สาเหตุ
ผมอาจจะคิดมากไปก็ได้
คำปลอบโยนที่ไม่มีพลังต่อจิตใจแม้จะเอื้อนเอ่ยมันออกไปเป็นร้อยพันครั้ง
“พรุ่งนี้เช้าคงไม่มีแสงใดที่จะสว่างพอ
ดวงตาของฉันถูกแต้มด้วยสีเทาทุกการมองเห็น
ดวงตาของฉันถูกแต้มด้วยสีเทาทุกการมองเห็น
ไม่มีเสียงหัวเราะบนความโศกศัลย์
ไม่มีเสียงหัวเราะบนความเสียใจ
ไม่มีเสียงหัวเราะบนความเสียใจ
การสั่นไหวของหัวใจแรงเกินกว่าจะกลั้นน้ำตาเอาไว้
ฉัน...
เผยยิ้มเศร้าเศร้าให้กับเงาบนดวงจันทร์
ลมแห่งความหวั่นไหวกำลังเต้นรำกับยอดไม้ที่ไม่รู้จะเอียงไปทิศไหน
เผยยิ้มเศร้าเศร้าให้กับเงาบนดวงจันทร์
ลมแห่งความหวั่นไหวกำลังเต้นรำกับยอดไม้ที่ไม่รู้จะเอียงไปทิศไหน
เฉกเช่นฉันเอง”
ผมรวบรวมความคิดที่มีอยู่ในขณะนี้ที่ค่อยๆพรั่งพรูออกมาจากปากกาด้ามเดิมๆ
มันก็คงเป็นความรู้เดิมๆเหมือนที่ผ่านมา
เช้าที่ไม่อยากลืมตา
ผมมองไปที่กล่องรับจดหมายก่อนเป็นอันดับแรกก่อนที่จะให้สายตามองไปที่อื่น
แต่ก็ไม่มีสิ่งผิดปกติใดนอกเสียจากความว่างเปล่าที่เคยรับรู้มันมาตลอด
ผมเดินไปนั่งเก้าอี้ตัวประจำที่ที่มันเคยทำหน้าที่ได้ดีที่สุดคือมันเคยทำให้ผมเขียนจดหมายและพ่อก็ตอบกลับมาทุกที
แต่มันคงไม่ใช่ความบกพร่องของเก้าอี้และผมจะโทษปากกาและกระดาษก็คงไม่ได้
ภายในเช้านี้ผมเขียนจดหมายส่งถึงพ่อเป็นสิบฉบับได้ “ตอนนี้พ่อคิดอะไรอยู่”คือใจความสำคัญสุกในตอนนี้
ผมไม่อาจจะเดาใจพ่อได้ แต่ผมคงไม่อาจขัดใจพ่อได้เช่นกัน
“พ่อครับ
ชั่วโมงก่อนคาบเรียน
อาจารย์ถามผมว่าเห็นคนแก่บ้างไหม
ผมตอบไปตามตรง
ทุกอย่างทุกสิ่ง ผมไม่เคยปิดบัง
พ่อครับ
อาจารย์ให้ผมปลูกต้นไม้
ผมบอกอาจารย์ว่าผมปลูกไม่ได้
เพราะผมไม่อยากปิดบัง
พ่อครับ
อาจารย์ให้ผมบอกรักตัวเอง
ผมทำไม่ได้
หน้ากระดาษผมมีแต่จดหมายของพ่อ
ผมไม่อยากปิดบังอะไร”
ในตอนนี้ผมไม่สามารถทำอะไรได้เลย
เมื่อมีจดหมายฉบับขยายความจากฉบับก่อนหน้านี้ที่พ่อส่งมาให้ “พ่อตกงานและงานคือเงินของพ่อ
เงินของพ่อคือปากท้องของผม” ผมนั่งนิ่งๆอยู่ภายในห้องพักสี่เหลี่ยมอันคับแคบ
เปิดเพลงที่ไม่รู้จักความหมายของมันให้มันดังมากที่สุด “นี่ผมจะหยุดหนทางตัวเองไว้เท่านี้หรอ”
“นึกถึงภาพเด็กป่า
ณ ภูเขา วันวัยเยาว์ชี้ชัดภาพความฝัน
ปริญญาตั้งไว้ปลายฟ้านั้น แต่ว่ามันไกลเกินไขว่คว้ามา
ด้วยความคิดและจิตใจบริสุทธิ์ ว่าจะหยุดความจนที่โถมหน้า
แต่ยิ่งคิดพลังใจและศรัทธา ให้มองหาเงินตราแทนค่าตน
นึกถึงภาพตอนเด็ก ณ ภูหลง ความคิดกลางป่าดงเริ่มสูญสิ้น
เราสู้เพื่อเราได้มีกิน และเราดิ้นเพื่ออะไรใยเหนื่อยล้า
นึกถึงวัยวันน้อยยังเด็กน้อย ยิ้มระห้อยระเริงบันเทิงฟ้า
ไม่เคยรู้จักลิขิตชะตา วันนี้รู้แล้วว่าเราพ่ายแพ้”
ผมเข้าใจในเนื้อความจดหมายของพ่อดีแล้วและวันนี้อาจารย์ถามผมว่าอยากออกไปเก็บดอกไม้ไหม
ถามตอบอาจารย์อย่างไม่ปิดกั้น ถึงแม้มันจะขัดต่อความในจดหมายก็ตาม
ชิน สำราญ




