วันพุธที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เรื่องสั้น ถนนสายจากลา



สายลมธรรมชาติสาดหน้าผมที่ยื่นออกมาอ้ารับลมจากโบกี้รถไฟที่11 ผมหอบกระเป๋าสัมภาระเพียงไม่กี่ใบ อำลาพี่ชายที่ทำงานอยู่ในเมืองกรุง ไม่มีของฝากใดจากพี่ชายฝากมาถึงพ่อแม่ที่อยู่ทางบ้านนอกจากคำว่า ดูแลพ่อแม่ดีๆนะ”  ผมรับปากพี่ชายและให้คำมั่นสัญญาว่าจะดูและพ่อแม่เป็นอย่างดี แต่ผมก็ไม่มีเวลาแม้แต่จะอยู่บ้านเกินสองอาทิตย์สักที
เปิดเทอมแรกของนักศึกษาวิชาชีพครูปีที่สี่ หลายคนอาจจะยังคงอยู่กับครอบครัวที่แสนอบอุ่น ผมพึ่งกลับมาจากกรุงเทพได้เพียงสามวันก็ต้องแต่งของกลับมหาวิทยาลัยต่อไป แม่มาช่วยผมเก็บเสื้อผ้าที่มีไม่กี่ตัว หลานชายตัวเล็กนั่งมองผมและแม่เก็บของ ส่วนพ่อออกไปทุ่งนาตั้งแต่เช้ายังไม่กลับมา อาจจะไปหาของมาให้สำหรับไปทำกินที่หอพัก เวลาล่วงเลยมานานจนสาย ในหมู่บ้านเงียบเสียงผู้คน เพราะไปทำหน้าที่ของตนเองบางคนก็รับจ้าง บางคนก็ไปทำไร่ทำนาตามวิถีชาวบ้าน เสียงรถจอกอยู่หน้าบ้านหลานชายรีบวิ่งออกไปดูและก็กลับมาพร้อมกลับหนูนาตัวโต เอากลับไปกินมหาลัยนะพ่อพูดพร้อมกับเดินเข้าครัวเพื่อทำการผ่าเอาเครื่องในหนูนาออกจะได้ไม่เน่าขณะเดินทาง ผมปฎิเสธพ่อบอกว่าไม่เอาก็ได้ เพราะว่าผมทำกินไม่เป็น แต่พ่อก็ดันทุรันที่จะทำให้ผม เอาไปให้เพื่อนคนนั้นทำให้กินก็ได้พ่อยังจำเพื่อนผมที่มาบ้านก่อนจะไปเที่ยวด้วยกันได้ครั้งนั้นพ่อคงเห็นเพื่อนคนนั้นเข้าครัวทำกับข้าวกับพ่อจึงจำได้ว่ามีเพื่อทำให้กินอยู่ ผมคงหาคำปฎิเสธใดไม่ได้อีกแล้วและก็ยอมรับให้ร่างหนูนาไร้วิญญาณกลับหอพักไปด้วย
ยิ่งนานเวลายิ่งผ่านเลยไป ผมบอกพ่อว่าไม่ต้องจัดหาอะไรให้มากมายเพราะตอนนี้สายแล้วและผมคงจะไม่ทัน
รถรับส่ง พ่อนิ่งเงียบแล้วก็พูดว่าเดี๋ยวพ่อไปส่งก็ได้ตั้งแต่เรียนมหาลัยมานอกจากครั้งแรกที่ขนของไปอยู่หอพัก ผมก็ไม่มีโอกาสได้ยินคำนี้ออกจากปากพ่ออีกเลย ผมทำใจตัวเองให้เย็นลงและกำลังครุ่นคิดว่า เราก็ลังทำให้พ่อลำบากหรือเปล่าหรือว่าพ่ออยากไปส่งเราจริงๆ เพราะถ้าพ่อจะไปส่งในการเดินทางแต่ละครั้งต้องเสียค่าใช้จ่ายเยอะมากคงไม่คุ้มที่พ่อจะต้องไป พ่อยืนยันคำพูดตัวเองโดยว่าให้ผมวาของลงก่อน แม่ไม่พูดอะไรกับคำพูดที่พ่อจะไปส่งแม่อาจจะดีใจด้วยซ้ำที่จะได้ไปส่งผม เห็นสั่งให้หลานชายไปอาบน้ำแต่งตัว ผมทำตามที่พ่อบอก วางกระเป๋าและก็เดินไปหาแม่เพื่อเช็คของดูว่าขาดเหลืออะไรบ้าง หลานชายวิ่งมากอดขาผมแล้วส่งสายตาอ้อนวอนขอไปส่งผมด้วยคน ผมพยักหน้าแล้วยิ้มให้กับหลานชาย ก่อนที่หลานชายจะส่งเสียงร้องดีใจ มันเหมือนกับตอนที่ผมยังเด็กเวลาแม่ให้ไปไหนมาไหนด้วยผมก็มักจะกระโดดโลดเต้นดีใจออกดหน้าออกตาเกินความเป็นจริงทั้งที่ไม่ได้ไปเที่ยวอะไร แต่ผมชอบในการเดินทางและมันก็เป็นนิสัยติดตัวมาจนถึงทุกวันนี้
                ทุกอย่างเพียบพร้อม  พ่อให้สัญญาณก่อนรถจะออกจากบ้านโดยการบีบแตรรถหนึ่งทีและพนมมือยกขึ้นใส่หัว ทุกคนภายในรถต่างทำตามพ่อหมดทุกคน ชาวล้านเชื่อว่าถ้าทำแบบนี้มันเหมือนเป็นการบอกปู่ประจำหมู่บ้านว่ากำลังจะเดินทางและเป็นการขอพรจากปู่ให้การเดินทางในครั้งนี้เป็นไปด้วยความปลอดภัย หลานหลับในตักของแม่ตักที่แสนอบอุ่นเพราะผมเองก็เคยอยู่ในตักนั้นตั้งแต่ยังเด็ก  ตอนนี้ผมคงตัวใหญ่เกินที่จะไปหนุนตักนั้นแล้ว พ่อยังคงเปิดเพลงประจำตัวพ่อ และอาจกลายเป็นเพลงที่ผมชอบด้วยก็ได้ ผ่านไปสามชั่วโมงพ่อยังคงจดจ่อกับการขับรถและหลานชายก็ยังคงไม่ตื่นจากการหลับฝัน ผมใช้เวลานี้มองออกไปนอกหน้าต่างกระจกรถ เห็นรถวิ่งสวนทางกันมากมาย บางคนกลับบางคนไป และคนไปนั้นก็คือตัวผมเอง อย่าคิดถึงบ้านละพ่อพูดประโยคนี้ขึ้นมาท่ามกลางความเงียบเมื่อเพลงหยุดเล่นและเตรียมที่จะเล่นเพลงใหม่ ครับผมตอบสั้นๆห้วนๆเพราะไม่รู้ว่าจะทำตามคำพูดของพ่อได้หรือไม่
                ตื่นๆๆๆเลี้ยวทางไหนหนิพ่อปลุกผมจากการเผลอนอนหลับจนลืมบอกทางเพราะสามปีแล้วที่พ่อไม่ได้มาทางนี้ ผมขยี้ตัวและมองป้ายชัดๆพร้อมกับบอกพ่ออกไปด้วยความตกใจว่า เลี้ยวกลับครับพ่อ พ่อหลงทางมาไกลมากแม่และหลานชายก็ตื่นแต่ทุกคนไม่ได้ตกใจอะไรกลับผมเลย กลับพูดหยอกล้อกันด้วยซ้ำ เราหาทางจนมาถึงหอพักในที่สุด พ่อเปิดประตูลงรถก่อนทุกคน ห้องทำไมรกจังคำถามนี้เป็นคำถามจากใครไม่ได้นอกจากแม่ พวกเรานั่งคุยกันอยู่ซักพักก่อนที่พ่อจะมองดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือ ปะได้เวลากลับแล้วเหมือนว่าเวลากำลังจะพรากความสุขไปจากผม ผมไหว้และพ่อลูบหัวผมเบาๆก่อนที่เสียงรถจะไกล ไกลและไกลออกไปเรื่อย
                ผมหลงลืมสัญญาที่ให้กับพ่อก่อนกลับมานี่ไปแล้ว ผมอดไม่ได้ที่จะคิดถึงบ้านจริงๆครับพ่อ
เวลามาพรากความสุขนั้น   เคยสนุกหัวเราะกันกลับเงียบเหงา
บ้านที่เคยให้ความอบอุ่นเรา                เหลือแต่ใจที่เฝ้าอยู่แทนคน
หยดน้ำตาค่อยไหลบนใบหน้า             การจากลากับน้ำตาดั่งสายฝน
เพราะความฝันที่เวียนว่ายวกวน         เป็นกองพลตัดสายใกล้แม่พ่อ
                ผมจำได้ว่าวางจดหมายฉบับนี้ไว้ใกล้เบาะพ่อนั่งและรอพ่อตอบกลับมา

                                                                                                                                                 ชิน  สำราญ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น