สายลมธรรมชาติสาดหน้าผมที่ยื่นออกมาอ้ารับลมจากโบกี้รถไฟที่11
ผมหอบกระเป๋าสัมภาระเพียงไม่กี่ใบ อำลาพี่ชายที่ทำงานอยู่ในเมืองกรุง
ไม่มีของฝากใดจากพี่ชายฝากมาถึงพ่อแม่ที่อยู่ทางบ้านนอกจากคำว่า “ดูแลพ่อแม่ดีๆนะ” ผมรับปากพี่ชายและให้คำมั่นสัญญาว่าจะดูและพ่อแม่เป็นอย่างดี
แต่ผมก็ไม่มีเวลาแม้แต่จะอยู่บ้านเกินสองอาทิตย์สักที
เปิดเทอมแรกของนักศึกษาวิชาชีพครูปีที่สี่
หลายคนอาจจะยังคงอยู่กับครอบครัวที่แสนอบอุ่น ผมพึ่งกลับมาจากกรุงเทพได้เพียงสามวันก็ต้องแต่งของกลับมหาวิทยาลัยต่อไป
แม่มาช่วยผมเก็บเสื้อผ้าที่มีไม่กี่ตัว หลานชายตัวเล็กนั่งมองผมและแม่เก็บของ
ส่วนพ่อออกไปทุ่งนาตั้งแต่เช้ายังไม่กลับมา
อาจจะไปหาของมาให้สำหรับไปทำกินที่หอพัก เวลาล่วงเลยมานานจนสาย
ในหมู่บ้านเงียบเสียงผู้คน เพราะไปทำหน้าที่ของตนเองบางคนก็รับจ้าง
บางคนก็ไปทำไร่ทำนาตามวิถีชาวบ้าน
เสียงรถจอกอยู่หน้าบ้านหลานชายรีบวิ่งออกไปดูและก็กลับมาพร้อมกลับหนูนาตัวโต “เอากลับไปกินมหาลัยนะ”
พ่อพูดพร้อมกับเดินเข้าครัวเพื่อทำการผ่าเอาเครื่องในหนูนาออกจะได้ไม่เน่าขณะเดินทาง
ผมปฎิเสธพ่อบอกว่าไม่เอาก็ได้ เพราะว่าผมทำกินไม่เป็น
แต่พ่อก็ดันทุรันที่จะทำให้ผม “เอาไปให้เพื่อนคนนั้นทำให้กินก็ได้”
พ่อยังจำเพื่อนผมที่มาบ้านก่อนจะไปเที่ยวด้วยกันได้ครั้งนั้นพ่อคงเห็นเพื่อนคนนั้นเข้าครัวทำกับข้าวกับพ่อจึงจำได้ว่ามีเพื่อทำให้กินอยู่
ผมคงหาคำปฎิเสธใดไม่ได้อีกแล้วและก็ยอมรับให้ร่างหนูนาไร้วิญญาณกลับหอพักไปด้วย
ยิ่งนานเวลายิ่งผ่านเลยไป
ผมบอกพ่อว่าไม่ต้องจัดหาอะไรให้มากมายเพราะตอนนี้สายแล้วและผมคงจะไม่ทัน
รถรับส่ง พ่อนิ่งเงียบแล้วก็พูดว่า”เดี๋ยวพ่อไปส่งก็ได้”
ตั้งแต่เรียนมหาลัยมานอกจากครั้งแรกที่ขนของไปอยู่หอพัก
ผมก็ไม่มีโอกาสได้ยินคำนี้ออกจากปากพ่ออีกเลย
ผมทำใจตัวเองให้เย็นลงและกำลังครุ่นคิดว่า
เราก็ลังทำให้พ่อลำบากหรือเปล่าหรือว่าพ่ออยากไปส่งเราจริงๆ
เพราะถ้าพ่อจะไปส่งในการเดินทางแต่ละครั้งต้องเสียค่าใช้จ่ายเยอะมากคงไม่คุ้มที่พ่อจะต้องไป
พ่อยืนยันคำพูดตัวเองโดยว่าให้ผมวาของลงก่อน
แม่ไม่พูดอะไรกับคำพูดที่พ่อจะไปส่งแม่อาจจะดีใจด้วยซ้ำที่จะได้ไปส่งผม
เห็นสั่งให้หลานชายไปอาบน้ำแต่งตัว ผมทำตามที่พ่อบอก
วางกระเป๋าและก็เดินไปหาแม่เพื่อเช็คของดูว่าขาดเหลืออะไรบ้าง
หลานชายวิ่งมากอดขาผมแล้วส่งสายตาอ้อนวอนขอไปส่งผมด้วยคน
ผมพยักหน้าแล้วยิ้มให้กับหลานชาย ก่อนที่หลานชายจะส่งเสียงร้องดีใจ
มันเหมือนกับตอนที่ผมยังเด็กเวลาแม่ให้ไปไหนมาไหนด้วยผมก็มักจะกระโดดโลดเต้นดีใจออกดหน้าออกตาเกินความเป็นจริงทั้งที่ไม่ได้ไปเที่ยวอะไร
แต่ผมชอบในการเดินทางและมันก็เป็นนิสัยติดตัวมาจนถึงทุกวันนี้
ทุกอย่างเพียบพร้อม
พ่อให้สัญญาณก่อนรถจะออกจากบ้านโดยการบีบแตรรถหนึ่งทีและพนมมือยกขึ้นใส่หัว
ทุกคนภายในรถต่างทำตามพ่อหมดทุกคน
ชาวล้านเชื่อว่าถ้าทำแบบนี้มันเหมือนเป็นการบอกปู่ประจำหมู่บ้านว่ากำลังจะเดินทางและเป็นการขอพรจากปู่ให้การเดินทางในครั้งนี้เป็นไปด้วยความปลอดภัย
หลานหลับในตักของแม่ตักที่แสนอบอุ่นเพราะผมเองก็เคยอยู่ในตักนั้นตั้งแต่ยังเด็ก ตอนนี้ผมคงตัวใหญ่เกินที่จะไปหนุนตักนั้นแล้ว
พ่อยังคงเปิดเพลงประจำตัวพ่อ และอาจกลายเป็นเพลงที่ผมชอบด้วยก็ได้ ผ่านไปสามชั่วโมงพ่อยังคงจดจ่อกับการขับรถและหลานชายก็ยังคงไม่ตื่นจากการหลับฝัน
ผมใช้เวลานี้มองออกไปนอกหน้าต่างกระจกรถ เห็นรถวิ่งสวนทางกันมากมาย
บางคนกลับบางคนไป และคนไปนั้นก็คือตัวผมเอง “อย่าคิดถึงบ้านละ”
พ่อพูดประโยคนี้ขึ้นมาท่ามกลางความเงียบเมื่อเพลงหยุดเล่นและเตรียมที่จะเล่นเพลงใหม่
“ครับ” ผมตอบสั้นๆห้วนๆเพราะไม่รู้ว่าจะทำตามคำพูดของพ่อได้หรือไม่
“ตื่นๆๆๆเลี้ยวทางไหนหนิ”
พ่อปลุกผมจากการเผลอนอนหลับจนลืมบอกทางเพราะสามปีแล้วที่พ่อไม่ได้มาทางนี้
ผมขยี้ตัวและมองป้ายชัดๆพร้อมกับบอกพ่ออกไปด้วยความตกใจว่า “เลี้ยวกลับครับพ่อ
พ่อหลงทางมาไกลมาก” แม่และหลานชายก็ตื่นแต่ทุกคนไม่ได้ตกใจอะไรกลับผมเลย
กลับพูดหยอกล้อกันด้วยซ้ำ เราหาทางจนมาถึงหอพักในที่สุด พ่อเปิดประตูลงรถก่อนทุกคน
“ห้องทำไมรกจัง”คำถามนี้เป็นคำถามจากใครไม่ได้นอกจากแม่
พวกเรานั่งคุยกันอยู่ซักพักก่อนที่พ่อจะมองดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือ “ปะได้เวลากลับแล้ว”
เหมือนว่าเวลากำลังจะพรากความสุขไปจากผม
ผมไหว้และพ่อลูบหัวผมเบาๆก่อนที่เสียงรถจะไกล ไกลและไกลออกไปเรื่อย
ผมหลงลืมสัญญาที่ให้กับพ่อก่อนกลับมานี่ไปแล้ว
ผมอดไม่ได้ที่จะคิดถึงบ้านจริงๆครับพ่อ
“เวลามาพรากความสุขนั้น เคยสนุกหัวเราะกันกลับเงียบเหงา
บ้านที่เคยให้ความอบอุ่นเรา เหลือแต่ใจที่เฝ้าอยู่แทนคน
หยดน้ำตาค่อยไหลบนใบหน้า การจากลากับน้ำตาดั่งสายฝน
เพราะความฝันที่เวียนว่ายวกวน เป็นกองพลตัดสายใกล้แม่พ่อ”
ผมจำได้ว่าวางจดหมายฉบับนี้ไว้ใกล้เบาะพ่อนั่งและรอพ่อตอบกลับมา
ชิน สำราญ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น